Chiang Mai Citylife > Articles > ‘เวลาเป็นของมีค่า’ และเครื่องเสวยทรงโปรดของ ‘สมเด็จย่า’

‘เวลาเป็นของมีค่า’ และเครื่องเสวยทรงโปรดของ ‘สมเด็จย่า’

Read this article in English

 

 

 

          นอกจากการดื่มกินและสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานในเทศกาลปีใหม่แล้ว ช่วงเวลาปีใหม่ที่ผ่านมา ก็เป็นจังหวะเวลาที่ดีที่จะทำให้ได้ทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จ ความผิดพลาด ฯลฯ และได้ตระหนักว่าเวลา 1 ปีนั้นช่างผ่านไปเร็วยิ่งกว่าสายน้ำไหล และเป็นสายน้ำไหลที่ผ่านไปแล้วไม่อาจหวนกลับคืนมา

          “เวลาเป็นของมีค่า” วาทะนี้สะกิดใจ เพราะเป็นถ้อยคำสั้นๆที่ทำให้ฉุกใจคิดถึงการจัดสรรและบริหารจัดการเวลาให้ดี ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ถ้อยคำนี้เป็นชื่อหนังสือที่จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา 6 พฤษภาคม 2550 เนื้อหาของหนังสือกล่าวถึงพระกรณียกิจยามว่างของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  เช่น การเขียนภาพบนเครื่องปั้นดินเผา การปั้นพระพุทธรูป การปักผ้า และการเก็บรักษาดอกไม้ ฯลฯ พระกรณียกิจเหล่านี้เป็นการทรงใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ด้วยการทำงานอดิเรก โดยไม่ปล่อยให้เวลาที่มีค่าสูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย ดังความตอนหนึ่งในพระนิพนธ์นี้ที่กล่าวถึงการที่สมเด็จย่าทรงนำดอกไม้มาทำเป็นทำดอกไม้แห้ง

 

“ถ้าท่านพินิจดูรูปหน้าปกท่านจะเห็นได้ว่า แม่มองดอกไม้ ที่ถืออยู่อย่างลึกซึ้ง กว่ามองความงามภายนอกเท่านั้น ในสายตาจะมีคำถามว่า จะทำอย่างไรจึงจะรักษาความสวย ความงาม และธรรมชาติของดอกไม้นี้ไว้ได้ นี่แหละเป็นที่เกิดของงานประดิษฐ์ต่างๆ ของแม่” 

          นอกจากนี้ เวลาอันเป็นของมีค่าของ “สมเด็จย่า” ยังได้รับการบอกเล่าผ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือหนังสือ “เครื่องต้นก้นครัว” จากคำบอกเล่าของ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ราชเลขานุการในพระองค์ในขณะนั้น ซึ่งได้ถวายงานอย่างใกล้ชิด และได้บอกเล่าถึงพระจริยาวัตรของสมเด็จย่าว่า

“การเข้าบรรทมของสมเด็จย่าในแต่ละวันจะบรรทมไม่ต่ำกว่าตีสองขึ้นไป และมักจะมีตื่นบรรทมเป็นช่วงๆ แต่ทุกเช้าระหว่างตีห้าครึ่งถึงหกโมงครึ่งจะทรงตื่นบรรทมเพื่อเข้าห้องสรง ซึ่งบางทีอาจจะทรงพักผ่อนต่อโดยเจ้าหน้าที่จะไม่เข้าไปรบกวนเป็นอันขาด

 

          ‘ฉันตื่นมาฉันก็ต้องลุกมาอ่านหนังสือเพื่อให้ง่วงน่ะสิ” คือรับสั่งเมื่อราชเลขาฯ ทูลถาม

          การว่างเว้นจากพระราชภารกิจที่มีผู้ขอเข้าเฝ้าก็คือการทรงงานไม่ได้หยุด เพราะมักจะมีรับสั่งอยู่เนืองๆว่า ไม่อยากจะทำพระองค์ให้อยู่ว่างๆ และสิ่งที่ทรงให้ความเอาใจใส่ต่อพระองค์เองมากที่สุดก็คือ นอกเหนือจากพระพลานามัยแล้วก็เห็นจะเป็นพระทนต์และพระเนตร”

          ส่วนเครื่องเสวยที่ทรงโปรดนั้น ได้แก่ กุ้งแห้งที่จะใส่ไว้ในตลับประจำพระองค์ นอกจากนั้นยังโปรดเครื่องเสวยแบบไทยๆ เช่น น้ำพริกรสจัด ที่จะต้องมีขึ้นเคียงเครื่องเสวยทุกวัน ทรงโปรดเสวยพริกขี้หนู ซึ่งทุกครั้งที่มีเครื่องเสวยน้ำพริก จะต้องมีถ้วยพริกขี้หนูรวมอยู่ด้วย โดยจะเสวยพริกเป็นเม็ดๆตามไปด้วยทุกครั้ง

ส่วนเครื่องเสวยที่ทรงโปรดมาก คือ หนังหมูกรอบ ข้าวตังหน้าตั้ง และกึ๋นไก่ผัดขิง และทรงโปรดเสวยอาหารเช้า เป็นข้าวผัด ข้าวคลุกกะปิ หรือข้าวผัดใบกระเพรา โดยข้าวสวยนั้นจะต้องเป็นข้าวที่หุงเม็ดร่วนๆ ข้าวไม่ติดกัน

 

 

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งเมื่อสมเด็จย่าทรงประกอบพระกระยาหารด้วยพระองค์เองว่า

          “มีอยู่วันหนึ่งทรงฉลองพระองค์เสื้อเก่าๆ เสด็จลงไปที่ห้องเครื่อง ทรงลงมือด้วยพระองค์เอง ทำสุกี้ยากี้และบอกกับพวกเราว่า สุกี้นี่จะต้องทานร้อนๆ ถึงจะอร่อย แต่ก็นานๆครั้งที่จะทำด้วยพระองค์เอง”

          นอกจากนี้ในหนังสือเครื่องต้นก้นครัว ยังมีบทสัมภาษณ์ของ ม.ล.สุดารัตน์ สนิทวงศ์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเมื่อครั้งที่สมเด็จย่าทรงมีพระกรุณาประกอบพระกระยาหารและประทานเลี้ยงข้าราชบริพาร ขณะที่ประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า

“…ที่พระตำหนักที่โลซานน์ เคยได้รับพระราชทานเลี้ยงแคร๊ฟที่ทรงผสมแป้งและทรงกรอกในกระทะด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง…แคร๊ฟที่ทรงทำนั้นอร่อยมากจริงๆค่ะ ทั้งนุ่ม ทั้งหอม ทรงโรยน้ำตาลทรายและบีบมะนาวเท่านั้น”

          เรื่องเล่าของ “เวลาของเป็นของมีค่า”และเครื่องเสวยเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในร้อยพันเรื่องราวของสมเด็จย่าที่เรียบง่าย งดงาม และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่ได้สัมผัสเรื่องราวนี้ ดังที่  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงสรุปไว้ในหนังสือ “เวลาเป็นของมีค่า”ว่า

“สิ่งที่ข้าพเจ้าจะประสงค์จะให้ท่านเห็นคือวิธีหนึ่งระหว่างหลายร้อยหลายพันวิธีที่จะกำจัดความเบื่อ ความเหงา วิธีนี้คือการสร้างความงามเฉพาะตัว ความพอใจส่วนตัวในวัยเด็กจนถึงวัยชราโดยไม่ต้องมีพรสวรรค์ โดยไม่ต้องใช้จ่ายมากนักเหมือนงานอดิเรกบางชนิด เช่นการ “เล่น” ของเก่า นาฬิกา รถยนต์ โดยไม่ลำบากหรือสร้างความลำบากให้ผู้อื่น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความรักสิ่งที่ทำ รสนิยม และความอดทน”