Chiang Mai Citylife > Articles > Main Dish: Cuisine de Garden อาหาร งานศิลปะที่กลมกลืนไปกับเสน่ห์ของธรรมชาติ

Main Dish: Cuisine de Garden อาหาร งานศิลปะที่กลมกลืนไปกับเสน่ห์ของธรรมชาติ

cuisine-logo

ชาวเชียงใหม่หลายคนอาจยังไม่รู้ตัวว่า ตนเองนั้นโชคดีมากแค่ไหนที่นอกจากจะได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังได้ครอบครองอัญมณีแห่งความอร่อยที่ซุกซ่อนอยู่กลางถิ่นล้านนา และกำลังรอให้ผู้คนย่างก้าวเข้าไปลิ้มลองด้วยริมฝีปากของตนเอง สัมผัสประสบการณ์รสชาติแห่งการเดินทางของอาหารที่ผสมผสานเทคนิคทางวิทยาศาสตร์แสนตระการตาที่หาได้เพียงหนึ่งเดียวในเชียงใหม่ที่คูซีน เดอ การ์เดน ร้านอาหารสไตล์ยุโรปโมเดิร์นคูซีน เทรนด์อาหารใหม่ที่กำเนิดบนแรงบันดาลใจจากพลังธรรมชาติ หยิบยกความเป็นศิลปะร่วมสมัยและอาหารมาหลอมรวมกันอยู่ในจานเดียว

Cuisine de Garden_Group

ในวันนี้ทั้งเชฟแนน ลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ และคู่ชีวิตคุณเณริสา มั่นคงติพันธ์ (บี) รวมทั้งทีมงานเปิดขวดไวน์ฉลองวันเกิดครบรอบ 5 ปีแห่งความสำเร็จของคูซีน เดอ การ์เดนเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดสาขาใหม่ที่สองอย่างเป็นทางการในเครือของคูซีน เดอ การ์เดน เมื่อมองย้อนกลับไปกว่าจะเป็นร้านอาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบและสง่างาม พวกเขาทั้งหมดล้วนช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนานาไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ การปรับปรุงรสชาติอาหารตามคำเรียกร้องจากลูกค้า หรือแม้กระทั่งการประชันขีดความสามารถของตนให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ย้อนเวลากลับ ณ จุดเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2555 ด้วยความรักที่มีต่ออาหาร ทำให้เชฟแนนผันตัวเองจากอาชีพนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์มาสู่อาชีพเชฟ สร้างห้องครัวขึ้นกลางสวนเพื่อทดสอบขีดความสามารถด้านอาหารของตนเอง ทำให้กลายเป็นที่มาของชื่อร้าน คูซีน เดอ การ์เดน แต่เพราะเชฟแนน ต้องเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย ทำให้ธุรกิจอาหารยุคแรกของเขาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงตัดสินใจปิดร้านเป็นเวลาหนึ่งปีเพื่อเดินทางค้นหาวิชาความรู้เพิ่มเติม และระหว่างเดินบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้นั้น เขาก็ได้พบกับแนวการทำอาหารสไตล์โมเลกูลาร์ แกสโตรโนมี (Molecular Gastronomy) หรือเรียกอีกอย่างได้ว่าเป็นนวัตกรรมด้านอาหารที่ใช้หลักวิทยาศาสตร์มารังสรรค์อาหารไม่ว่าจะเปลี่ยนรูปทรงของของเหลวโดยเพิ่มแรงตึงผิว การใช้ไอควันจากการเผาไม้เชอร์รี่เพื่ออบอาหาร หรือการนำไนโตรเจนเหลวมาแปรสภาพวัตถุดิบ เชฟแนนกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะเชฟที่ติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศที่ใช้เทคนิควิทยาศาสตร์โมเลกูลาร์ทำอาหารผ่านรายการเชฟกระทะเหล็กประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 (Iron Chef Thailand 2013) และตอกย้ำความสำเร็จอย่างยิ่งยวดอีกครั้งเมื่อได้รับเลือกเป็นหนึ่งในอาหารแนะนำระดับประเทศในนิตยสารไทยแลนด์ แท็ทเล่อร์ (Thailand Tatler Best Restaurants) ในปีเดียวกัน

Cuisine de Garden_5_cmyk

“หลังจากที่ปิดร้านออกไปศึกษาแนวอาหารที่ไม่ค่อยพบเจอในเชียงใหม่เป็นเวลา 1 ปี ผมก็กลับมาเปิดร้านใหม่อีกครั้งในชื่อเดิมกับภาพลักษณ์อาหารแนวใหม่สไตล์โมเลกูลาร์ แกสโตรโนมี ประกอบกับผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ฉะนั้นคอนเซ็ปท์ร้านเราจึงมีสโลแกนว่า ‘Nature inspire Cuisine’ เป็นอาหารที่ดูเหมือนไม่ใช่อาหาร แต่เป็นงานศิลปะที่กลมกลืนไปกับเสน่ห์ของธรรมชาติ ทำให้เวลาผมจัดอาหารแต่ละจาน มันจึงมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไปซึ่งผมจะเน้นความเป็นมินิมอลลิสม์ หรือการจัดจานที่ดูน้อยแต่ให้รสชาติที่ชัดเจนและลึกซึ้ง ทำให้ลูกค้าได้ใช้โอกาสพิเศษมาสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหนสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ในช่วงนั้นเราได้กลุ่มลูกค้าจากกระแสเฟสบุ๊คเป็นจำนวนมากมีทั้งคนไทยด้วยกันจากทั่วประเทศไทยและชาวต่างชาติ เพราะหน้าตาอาหารของเราไม่เคยเหมือนใครในเชียงใหม่ ทำให้ลูกค้าตื่นเต้นมากและได้มีอรรถรสร่วมกับอาหาร หลังจากนั้นเราก็นำข้อตำหนิ เรียกร้อง จากลูกค้ามาปรับปรุงทั้งรสชาติและหน้าตาอาหารตลอดเวลา มีการคัดสรรวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยมมาใช้ปรุงอาหาร สร้างระบบการบริการลูกค้าให้กับทีมงาน พร้อมยกมาตรฐานห้องอาหารให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบันพวกเราก็อัพเกรดมาตรฐานร้านอาหารจากเดิมเป็น Casual Dining มาเป็น Fine Dining ของเมืองเชียงใหม่และเพิ่มความเป็นมาตรฐานของความเป็นคูซีน เดอ การ์เดนให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ” เชฟแนนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากเรียนรู้ผ่านสื่อโซเซียลและแข่งขันในรายการเชฟกระทะเหล็กแล้ว เชฟแนนยังได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันรายการมหกรรมครบเครื่องเรื่องอาหารและอุปกรณ์ประจำปี (Makro HoReCa) โดยบริษัทสยามแม็คโครเป็นผู้จัดหาเพื่อเฟ้นหาสุดยอดเชฟเข้ารวมเป็นหนึ่งในทีมชาติไทยแข่งในระดับโลก

สำหรับความสำเร็จตลอด 5 ปีที่่ผ่านมาทั้งเชฟแนนและคุณบียังได้กล่าวถึงทีมงานของตนไว้ว่า “ความสำเร็จของผมทุกวันนี้ผมทำได้ไม่ใช่เพราะแค่ตัวผม แต่เป็นเพราะครอบครัวและทีมงาน ทำให้เราสามารถทำอาหารออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราอยู่ที่นี่เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ผมอยากมอบโอกาสให้กับน้องๆที่ไม่มีโอกาสเหมือนคนที่จบสายตรงอาชีพเชฟได้ทำงาน ถ่ายทอดทุกอย่างจากที่นี่ และพร้อมจะร่วมงานกับทุกคนอย่างรู้หน้าที่”

ปัจจุบันคูซีน เดอ การ์เดนมีทั้งหมด 2 สาขาด้วยกัน คือ สาขาซอยบ้านป่าสัก และสาขาโครงการสตาร์อเวนิว 5 ในแต่ละสาขาล้วนมีสไตล์อาหารและคอร์สเมนูแตกต่างกันออกไปตามคอนเซ็ปท์ที่ทางร้านเนรมิตขึ้นมา
เริ่มต้นที่สาขาแรกของคูซีน เดอ การ์เดน (Cuisine de Garden) เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดอาหารแนววิทยาศาสตร์โมเลกูลาร์แห่งแรกของเชียงใหม่และยังเป็นสถานที่บ่มเพาะความรู้ความชำนาญของเชฟแนนเพื่อรังสรรค์เมนูใหม่ๆขึ้นมาเสมอ ให้การบริการต้อนรับในรูปแบบของห้องอาหาร Fine Dining ที่มีมาตรฐานระดับสูงทั้งด้านรสชาติของอาหาร บรรยากาศ และการบริการ การออกแบบตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวีย ผสมผสานความเป็นมินิมอลลิสม์ ทำให้พื้นที่ของร้านอาหารถูกจัดออกมาดูสงบสุขุมแต่แฝงไปความรู้สึกน่าค้นหา ทุกเมนูอาหารล้วนคัดสรรจากวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยมในไทยและบางส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ และมีบริการไวน์สำหรับผู้หลงใหลในเครื่องดื่มชั้นเลิศ ซึ่งไวน์สาขาแรกแห่งนี้จะเน้นเป็นไวน์เก่าแก่ชั้นสูง ให้รสสัมผัสที่ซับซ้อน เป็นสถานที่เหมาะแก่การฉลองในโอกาสพิเศษกับคนรัก ครอบครัว หรือแขกผู้ใหญ่

Cuisine de Garden_42_cmyk

สำหรับคอร์สเมนูของสาขาแรกมี 2 แบบที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ คือ แบบเมนูทั่วไปที่ลูกค้าสามารถสั่งทานได้ทันที และแบบซิกเนเจอร์ คอร์ส (Singature Course)

ความน่าสนใจคือเซ็ท ซิกเนเจอร์ คอร์ส (Singature Course) เพราะเป็นการรวบรวมเมนูอันเก่าแก่ชื่อดังของร้านไว้ในคอร์สเดียวกันในราคาเพียง 1,800 บาทต่อท่าน ลูกค้าที่สั่งเซ็ทนี้จะได้ลิ้มลองซิกเนเจอร์ทั้งของคาวและของหวานรวมอยู่ 9 รายการ โดยเมนูแต่ละตัวทำหน้าที่เล่าเรื่องราวการผจญภัยตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปยังจุดจบของเนื้อเรื่อง เริ่มที่การอารัมภบทผ่านเมนูเรียกน้ำย่อยชื่อดังสามตัว ก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักเป็นเมนคอร์สอยู่ห้าเมนู และปิดท้ายเรื่องด้วยความหวานของเค้กช็อคโกแลต
นอกจากนี้ยังมีบริการ Chef Table ซึ่งลูกค้าต้องจองล่วงหน้าก่อน 1 อาทิตย์เพื่อให้ทางร้านได้จัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับเมนูพิเศษ และบริการรับจัดงานเลี้ยงนอกสถานที่ สามารถรองรับแขกร่วมงาน 50 ถึง 100 คนขึ้นไป พร้อมทั้งคัดสรรคุณภาพวัตถุดิบเพื่อครีเอตเมนูอาหารใหม่ทุกรายการให้แก่เจ้าของงาน

 

สาขาสองมีชื่อเต็มว่าคูซีน เดอ การ์เดน รัสติค กริลล์ แอนด์ ไวน์ บาร์ (Cuisine de Garden Rustic Grill and Wine Bar) เนื่องจากพื้นที่จำกัดของสาขาแรกทำให้การปรุงอาหารที่ต้องการบริเวณนั้นไม่เพียงพอต่อการรทำงานในห้องครัว ทำให้สาขาที่สองกำเนิดขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปท์คอมฟอร์ทฟู้ดแนวปิ้งย่างด้วยฟืนไม้ในรูปแบบการบริการ Casual Dining ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเรียบง่าย ตกแต่งด้วยเปลือกไม้ท่อนฟืนที่สื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์สไตล์การทำอาหารสาขานี้ได้อย่างชัดเจน เมนูแต่ละจานจะคัดเลือกแต่วัตถุดิบพื้นบ้านของไทยและพืชผักผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นด้วยกัน หากเป็นเมนูเนื้อทางร้านจะคัดสรรเนื้อเกรดพรีเมี่ยมจากกำแพงแสน มีบริการไวน์บาร์สมัยใหม่ที่เหมาะกับสไตล์การดื่มของวัยรุ่น สำหรับเมนูหลักจะเน้นเซ็ทเมนูอราคาส (A la carte) ที่ลูกค้าสามารถเลือกรายการอาหารได้ตั้งแต่เมนูเรียกน้ำย่อยในสตาร์ทเตอร์ (Starter) อาหารจานหลักในเมนคอร์ส (Main Course) และขนมหวานตบท้าย (Dessert)

 

เบื้องหลังการถ่ายทำและการออกกอง ณ ร้านอาหารคูซีน เดอ การ์เดน

 

Cuisine de Garden

Chiang Mai’s first molecular gastronomy restaurant, Cuisine de Garden, celebrates its 5th anniversary this month, and they have a lot to celebrate.

Chef Leelawat ‘Nan’ Mankongtiphan and his wife Nerisar ‘Bee’ Mankongtiphan are a formidable team, with him creating award winning dishes in the kitchen and her running the restaurant like a tight ship. Having been a furniture designer for most of his professional life, Chef Nan decided five years ago to start a new career in cooking, his passion. He poured over books and took cooking courses, but mostly taught himself how to cook. Following the concept of ‘nature inspired cuisine’ Chef Nan is now known as a chef who uses only the best imported or locally sourced ingredients to create fun, unexpected delightful dishes which makes the dining experience unique.

Cuisine de Garden has, for the past three years, been one of Thailand Tatler’s Best Restaurants, and Chef Nan himself was awarded top ten molecular gastronomy chefs by Iron Chef in 2003. Dishes arrive full of surprises, challenging all senses.

Today there are two branches of the restaurant, with the original branch having shifted from casual to fine dining. Both the décor of the restaurant and food presentation are inspired by Scandinavian design sensibilities; creative, but minimal and deceptively simple. A nine course signature set dinner showcases Chef Nan’s most famous dishes for only 1,800 baht per person, and is a fantastic introduction to his craft. Start with sphere of marian plum, cherries or fruits in sweet syrup which simply pops in your mouth. Then cleanse the palate with nitro poached guava foam, releasing the smoke, like a dragon from your nose as you exhale. The seafood platter of black mussels, salmon tartar, yuzu marinated tuna and prawn cocktail follows, none of which will be what you would expect. Next comes the beef tartar served with charcoal granite ice cream powder and a surprising play on clover for good luck. The afrorementioned terranium salad arrives next, wafting aromatic cherry wood smoke when revealed. The nest, one of the restaurant’s signature dishes, is sous vide chicken served with crispy rice noodles and onsen egg, served like a bird’s nest. The foie gras follows and is served with balsamic and mango sauce with a dramatic looking black sesame sponge cake. Next comes the tender piece of wagyu cheek or duck’s breast, depending on your choice, both of which are painstakingly prepared and presented. The meal ends with the epilogue matcha, a chocolate cake with green tea powder on the top and served with chocolate green tea hot dressing.

The second branch of Cuisine de Garden is a little different, going to its original concept of casual dining, the Rustic Grill and Wine Bar at Star Avenue 5, is a fun venue to go to have all the best of what Chef Nan has to offer without all the bells and whistles. Lovers of all things grilled will enjoy Chef Nan’s playful take on the traditional grill and get to sample his skills in a more laid back atmosphere. Check them out!

 

เมนูของร้านในเซตซิกเนเจอร์ประจำร้าน 1,800 บาท (สาขาบ้านป่าสัก)

Marian Plum
เปิดตัวตอนรับด้วย สเฟียร์ หรือเชอร์รี่ลอยแก้ว เมนูผลไม้ตามฤดูกาลในน้ำเชื่อมรสหวานกับภาพลักษณ์ที่ใช้เทคนิคพิเศษอย่างโมเลกูลาร์อย่างสเฟียร์ หรือนวัตกรรมของอาหารเชิงวิทยาศาสตร์ แปรเปลี่ยนสภาพของเหลวให้มีรูปทรงตามต้องการ หากมองระยะใกล้จะสังเกตเห็นผิวของเจลาตินบางๆเคลือบห่อหุ้มของเหลวภายในอยู่ จัดเสิร์ฟบนช้อนโลหะทรงโค้งดึงดูดตาสองคัน เมื่อตักเข้าปากแล้วขบกัดเบาๆน้ำเชื่อมรสหวานและเนื้อผลไม้ก็จะแตกผสมกันได้รสสัมผัสเปรี้ยวหวานอย่างลงตัว

Cuisine de Garden_cmyk

Nitro Poached Guava Foam
ของหวานอันน่าตื่นตาตื่นใจก่อนเข้าสู่อาหารจานถัดไป โดยใช้เทคนิคของโมเลกูลาร์ที่มีส่วนผสมของไนโตรเจนเหลวมาผสมผสานกับโฟมผลไม้ฝรั่ง เสิร์ฟบนช้อนดีไซน์เก๋ เมื่อทานเข้าไปแล้วจะให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น อีกทั้งยังมีไอควันจากไนโตรเจนที่สามารถคลายพ่นออกทางจมูกและปาก ซึ่งเป็นอีกเมนูที่ให้ความสนุกเพลิดเพลินกับผู้ทานได้อย่างดี

Cuisine de Garden_6_cmyk

Seafood Platter
หลังจากล้างปากด้วยเมนูกาวาโฟมแล้วก็ตามด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยจากท้องทะเลสี่ชิ้นขนาดพอดีคำ เริ่มต้นคำแรกด้วย หอยแมลงภู่ในเปลือกหอยสีดำ (Black Mussle) ราดด้วยโฟมฝรั่งรสหวานอ่อนๆ เป็นเมนูที่สามารถทานได้ทั้งหอยแมลงภู่และเปลือยหอยได้พร้อมกันทันที เพราะเปลือกหอยใช้เทคนิคประยุกต์การทำเมนูของว่างทานเล่นของไทยอย่างกระทงทอง ทำให้ได้ความกรุบกรอบของแป้งกลมกล่อมลงตัวกับเนื้อหอยและซอสได้อย่างดี ถัดมาเป็น แซลมอนทาทาร์ (Salmon Tata) โรยหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอนเสิร์ฟบนใบสลัดเบบี้คอส ต่อด้วยทูน่าในน้ำส้มยูซุ (Yuzu Marinaded Tuna) ซาซิมิทูน่าหมักกับน้ำส้มยูซุจากญี่ปุ่น เสิร์ฟบนมะนาวผ่าครึ่งซีกตกแต่งหน้าด้วยไข่ปลาคาเวียร์ เมื่อทานเข้าไปจะได้รสสัมผัสความเปรี้ยวกลมกล่อมระหว่างน้ำมะนาวและเนื้อปลาทูน่า หากต้องการความเปรี้ยวเพิ่มสามารถบีบน้ำมะนาวเพิ่มบนเนื้อปลาทูน่าได้ จากนั้นตบท้ายด้วยเมนูเด็ดอย่างกุ้งค็อกเทล (Prawn Cocktail) กุ้งเย็นเสิร์ฟในเปลือกหอยพร้อมราดโรยชุ่มฉ่ำด้วยซอสเพสโต้พริกหวานรสเข้มข้น

Cuisine de Garden_14_cmyk

Tartare
เมนูแปลกตาที่มีทั้งของคาวและของหวานประสานกันได้อย่างน่าทึ่งภายในถ้วยใบเดียวกัน คัดสรรเนื้อวัววากิวเกรดพรีเมี่ยมมารังสรรค์เป็นเนื้อดิบที่คลุกเคล้าเข้ากับเครื่องเทศมาอย่างดี ให้กลิ่นอายของอาหารไทยในชื่อเมนูลาบดิบ เมื่อผสมเนื้อวัวดิบลงตัวเรียบร้อยแล้วจึงเทลงก้นถ้วยทรงกลม จากนั้นจึงโรยด้วยผงไอศกรีมชาโคลกรานิต้าตามลงไปพร้อมตกแต่งด้วยใบหญ้าหวานที่มีกลีบของใบคล้ายใบโคลเวอร์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความนำโชคก็เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมเสิร์ฟ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่พรีเซ้นต์หน้าตาอาหารออกมาดูเรียบง่าย และมีเทคนิคขั้นตอนการทำอาหารที่ให้ความรู้สึกกลมกลืนกับธรรมชาติราวกับว่าเมนูนี้ได้เพาะปลูกหว่านเมล็ดลงบนดิน รอให้ความอร่อยและงดงามงอกเงยขึ้นมา

Cuisine de Garden_19_cmyk

Terrarium
เมนูสลัดในสวน หรือว่าสลัดรมควันไม้เชอร์รี่ในโหลแก้ว ทำให้ได้กลิ่นอ่อนๆของเปลือกไม้เชอร์รี่ผสมกับความสดกรอบของสลัดผักนานาพันธุ์มีทั้งเรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค และบีทรูท ตกแต่งรสชาติด้วยผลไม้หวานฉ่ำอย่างส้ม และแฮมฮามอน ทานพร้อมกับน้ำสลัดบัลซามิก (แฮมเกรดพรีเมี่ยมที่มีแหล่งต้นกำเนิดจากประเทศสเปน)

Cuisine de Garden_26_cmyk

The Nest
เป็นอีกหนึ่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่เพียงแค่เห็นภาพลักษณ์หน้าตาของอาหารก็จะรู้ได้ทันทีว่าเป็นเมนูของร้านคูซีน เดอการ์เดน เริ่มจากข้างล่างสุดของจานเป็นเนื้อไก่ฉีกปรุงรสที่ผ่านการซูวีด (Sous Vide) คือการปรุงอาหารด้วยความร้อนในถุงสุญญากาศ ทำให้เนื้อไก่ออกมานุ่มน่ากิน ทานคู่กับหมี่กรอบที่ออกแบบได้เหมือนรังนกขนาดเล็กน่ารัก จากนั้นวางไข่ออนเซ็นที่ผ่านการต้มด้วยอุณหภูมิ 65 องศา ไว้บนรังนกก็เตรียมพร้อมเสิร์ฟได้ทันที เป็นเมนูที่สื่อถึงภาพลักษณ์และความกลิ่นอายของการกำเนิดสิ่งมีชีวิตท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม เสน่ห์ของเมนูนี้คือแขกได้มีส่วนร่วมกับอาหาร สามารถตอกไข่ออนเซ็นลงบนหมี่กรอบรังนก ทานคู่กับเนื้อไก่ฉีกทำให้ได้รสชาติออกมาอย่างลงตัว


Cuisine de Garden_30_cmyk Cuisine de Garden_28_cmyk
Foie Gras
ตับห่านย่างกระทะราดด้วยน้ำซอสบัลซามิคพร้อมนำมาจัดวางบนซอสมะม่วง จากนั้นปิดด้วยเค้กสปองจ์งาดำนุ่มลิ้น แต่งหน้าด้วยลูกพลัมและมะม่วงสุกทรงกลม สัมผัสรสชาติที่ลงตัวนุ่มลิ้มของตับห่านกับน้ำซอสบัลซามิคและน้ำซอสมะม่วงรสเปรี้ยวหวาน ทานคู่กับเค้กสปองจ์งาดำจะช่วยตัดเลี่ยนได้อย่างเข้ากันพอดี

Cuisine de Garden_33_cmyk

Wagyu Cheek
ใช้เนื้อวากิวส่วนแก้มมาผ่านกรรมวิธีการซูวีดเนื้อ หรือการปรุงอาหารในสุญญากาศด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 65 องศานานกว่า 72 ชั่วโมงซึ่งจะช่วยทำให้เนื้อวากิวที่ได้ออกมานั้นสุก มีความหวานนุ่มลิ้น และยังคงรูปทรงของสเต็กไว้อย่างดี เมื่อทานคู่กับซอสวาซาบิบาวสเตอร์เข้มข้นจะยิ่งเสริมความกลมกล่อมได้อย่างลงตัว เสิร์ฟคู่กับเห็ดอบชีสกลิ่นหอมกล่อมมาจัดวางอัดแน่นอยู่ในกระดูกเนื้อตกแต่งจาน เป็นเมนูที่ดูเรียบง่ายแต่ให้ความชัดเจนของรสชาติของวัตถุดิบแต่ละตัวได้ออกมาอย่างมีเสน่ห์
นอกจากเนื้อวากิวส่วนแก้มแล้ว เมนคอร์สของเซตซิกเนเจอร์เซ็ตนี้สามารถเปลี่ยนเลือกเป็นอกเป็ดในชื่อเมนู Duck Beast ได้เช่นกัน

Cuisine de Garden_37_cmyk

Epilogue Matcha
ปิดท้ายกับเมนูของหวานที่ให้รสสัมผัสเข้มข้นและไม่หวานเลี่ยนมากนัก ทั้งยังมีกลิ่นหอมของชาเขียวเป็นเอกลักษณ์ทุกคำที่ได้ลิ้มลองกับเมนูเค้กช็อคโกแลตเจ็ดชั้นทรงแก้วน้ำ บนหน้าของเค้กจะโรยด้วยผงชาเขียว เสิร์ฟพร้อมกับช็อคโกแลตชาเขียวร้อนในถ้วยเหยือกขนาดเล็ก เมื่อเทราดช็อคโกแลตชาเขียวร้อนลงบนเค้กแล้ว แผ่นช็อคโกแลตบนเค้กก็จะละลายรวมกันชุ่มฉ่ำคล้ายบ่อน้ำขนาดเล็กตรงกลาง

Cuisine de Garden_38_cmyk

 

Cuisine de Garden
99 หมู่ 11 ต.หนองควาย ถ.หางดง (ซอยบ้านสันป่าสัก)
โทร. 053-441-599 และ 081-774-1479
เปิดตั้งแต่เวลา 11.30 – 14.00 น. และ 18.00 – 22.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)
Facebook: cuisinedegarden

Cuisine de Garden Rustic Grill and Wine Bar
บริเวณสี่แยกสะเมิง-หางดง ชั้น 2 โครงการสตาร์อเวนิว 5
โทร. 053-442-488
เปิดทุกวัน 11.30 – 22.00 น.
Facebook: RusticGrillandWineBar

Cuisine de Garden
99 Moo.11, Nong Khwai District, Hang Dong Road (Ban Pa Sak Branch)
Tel. 053 441 599, 081 774 1479
Open 11.30am-2pm and 6-10pm (Closed Mondays)
Facebook: cuisinedegarden

Cuisine de Garden Rustic Grill and Wine Bar
Samoeng-Hang Dong Intersection, 2 floor at Star Avenue 5
Tel. 053 442 488
Open 11am-10pm
Facebook: RusticGrillandWineBar